หลายกิจการไม่ได้ล้มเพราะ ขายไม่ออก แต่ล้มเพราะ เงินสดไม่พอหมุน ทั้งที่ยอดขายยังเดินอยู่จริง ๆ เดือนหนึ่งต้องจ่ายค่างวดหลายก้อน ค่าธรรมเนียมยิบย่อย ดอกเบี้ยบางส่วนสูงกว่าที่คิด พอมีงานด่วนก็ต้องวิ่งหา เงินกู้ด่วน เพิ่มอีกก้อน กลายเป็นวงจรที่ กู้เพื่อประคอง มากกว่า กู้เพื่อเติบโต
ในสภาพแวดล้อมที่สถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อเพื่อธุรกิจไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน และมาตรฐานการให้สินเชื่อมีความเข้มงวดขึ้น
เจ้าของกิจการยิ่งต้องบริหารหนี้ให้เป็นระบบ เพราะหนี้ที่จัดโครงสร้างไม่ดี จะดึงกระแสเงินสดจนแผนงานอื่นชะงัก ทั้งการเพิ่มสต็อก ซ่อมเครื่องจักร หรือขยายทีมขาย
ตรงนี้เองที่ รีไฟแนนซ์สินเชื่อธุรกิจ กลายเป็นเครื่องมือสำคัญ ไม่ใช่แค่การย้ายหนี้ไปหาดอกถูก แต่คือการ ปรับโครงสร้างสินเชื่อเงินด่วน ให้เหมาะกับธุรกิจในปัจจุบัน เพื่อคืนพื้นที่หายใจให้กระแสเงินสด และทำให้กิจการกลับมาเดินเกมรุกได้
ข้อดีของการรีไฟแนนซ์สินเชื่อต่อกิจการ (ทำไมหลายธุรกิจทำแล้ว โล่งขึ้น)
แนวคิดของการรีไฟแนนซ์ คือ ย้าย/ปรับสัญญาหนี้เดิม ให้เงื่อนไขเหมาะกว่า เช่น ดอกเบี้ยลดลง ค่างวดสมดุลขึ้น หรือจัดประเภทหนี้ให้ตรงกับการใช้งานจริง
และต่อไปนี้คือข้อดีหลัก ๆ ที่เห็นผลในทางปฏิบัติ
1) ลดต้นทุนทางการเงินแบบจับต้องได้ (ดอกเบี้ยลด = กำไรเหลือ)
ข้อดีที่คนพูดถึงมากที่สุดคือ ดอกเบี้ยถูกลง แต่ประเด็นที่ควรมองให้ครบกว่าคือ ต้นทุนรวมต่อปี เพราะบางดีลดูเหมือนดอกเบี้ยต่ำ แต่มีค่าธรรมเนียมจัดการ ค่าประกัน ค่าปรับปิดบัญชีเดิม ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม หากคุณมีประวัติชำระดี งบการเงินเริ่มนิ่ง หรือยอดเดินบัญชีชัด การรีไฟแนนซ์มักช่วย ลดภาระดอกซ้ำซ้อน ได้จริง (ตัวอย่างแนวคิดนี้ถูกยกไว้ในบทความหลักของคุณด้วย)
ผลลัพธ์คือกำไรที่เคยไหลไปเป็นดอกเบี้ย จะกลับมาเป็นทุนหมุนเวียน/งบการตลาด/เงินสำรองของกิจการ
2) ลดค่างวดให้สอดคล้องกับรอบเงินสด (จาก ตึงทุกเดือน เป็น คุมได้)
กิจการจำนวนมากไม่ได้ติดปัญหา หนี้เยอะ แต่ติดปัญหา ค่างวดไม่เข้ากับรอบรายรับ เช่น ธุรกิจ B2B เก็บเงิน 3060 วัน แต่ต้องจ่ายค่างวดทุกเดือนแบบคงที่ ทำให้เดือนที่ลูกค้ายังไม่จ่าย เงินสดจะสะดุดทันที
การรีไฟแนนซ์ช่วยได้ตรง ๆ โดยการ
ยืดระยะเวลาผ่อน เพื่อให้ค่างวดลดลง
ปรับรูปแบบการชำระให้เหมาะกับฤดูกาลของยอดขาย ตัวอย่างการ ลดภาระจ่ายต่อเดือน ถูกยกไว้ชัดเจนในบทความหลัก
ซึ่งผลดีคือธุรกิจเหลือสภาพคล่องไปดูแลสต็อก ค่าแรง และค่าใช้จ่ายจำเป็น โดยไม่ต้องพึ่งเงินกู้ด่วนบ่อย ๆ
3) รวมหลายก้อนให้เป็นระบบเดียว ลดความเสี่ยง หลุดนัดโดยไม่ตั้งใจ
บางกิจการมีหนี้หลายแหล่ง: สินเชื่อเพื่อธุรกิจ SME 1 ก้อน, สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็กอีกก้อน, วงเงินหมุนเวียนอีกบัญชี พอรวมแล้ว วันครบกำหนด กระจายเต็มปฏิทิน โอกาสพลาดสูงมาก
การรีไฟแนนซ์ช่วย จัดระเบียบหนี้ ให้เหลือโครงสร้างที่ดูแลง่ายขึ้น เช่น เหลือก้อนหลักก้อนเดียว หรือแบ่งเป็น 2 ก้อนตามหน้าที่ (ก้อนลงทุน / ก้อนหมุนเวียน) ผลคือทีมบัญชีทำงานง่ายขึ้น ผู้บริหารเห็นภาพกระแสเงินสดชัดขึ้น และลดความเสี่ยงเชิงระบบของกิจการ
4) เพิ่มโอกาสขอวงเงินเสริม (เมื่อเอกสารดีขึ้น ความน่าเชื่อถือก็ดีขึ้น)
บางกรณีการรีไฟแนนซ์ทำให้กิจการ ต่อยอดวงเงิน ได้ เช่น เพิ่มวงเงินจากเดิมเพื่อรองรับคำสั่งซื้อใหม่หรือขยายสต็อก โดยไม่ต้องเริ่มต้นกระบวนการขอสินเชื่อจากศูนย์ทั้งหมด ตัวอย่างลักษณะนี้ก็มีอยู่ในบทความหลัก
ที่สำคัญคือ ในภาวะที่ธนาคารระมัดระวังสินเชื่อ SME มากขึ้น
การมีโครงสร้างหนี้ที่ ดูดีและคุมได้ จะช่วยให้การคุยเรื่องวงเงินใหม่มีน้ำหนักกว่าเดิม
5) ทำให้ แหล่งเงินทุนไม่มีหลักประกัน มีประโยชน์ขึ้น (ใช้ถูกที่ ลดต้นทุนรวมได้)
หลายคนได้วงเงินแบบ แหล่งเงินทุนไม่มีหลักประกัน มาแล้ว แต่ใช้ผิดงาน เช่น เอาวงเงินสั้นไปทำโครงการยาว ทำให้ต้นทุนรวมสูงและกระแสเงินสดตึง
จุดแข็งของการรีไฟแนนซ์คือ ย้ายหนี้ให้เข้าประเภท เช่น เอาก้อนที่ควรผ่อนยาวไปอยู่ในโครงสร้างที่ยาวขึ้น เพื่อลดค่างวด และรักษาวงเงินไม่มีหลักประกันไว้ใช้เฉพาะงานที่ต้องการความเร็ว/ความยืดหยุ่นจริง ๆ เท่ากับคุณได้ทั้งความคล่องตัวและความคุ้มค่าในพอร์ตหนี้เดียวกัน
มุมมองที่ปรึกษา: รีไฟแนนซ์ที่ดี ไม่ได้ชนะที่ ดอกถูกสุด แต่ชนะที่ อยู่รอดและโตได้
ข้อมูลจาก ธปท. ชี้ว่าในช่วงหนึ่ง ความต้องการสินเชื่อเพื่อการ refinance เกิดขึ้นควบคู่กับภาวะสินเชื่อที่ยังเข้มงวด
นี่สะท้อนความจริงข้อหนึ่งว่า รีไฟแนนซ์ เป็นเครื่องมือที่หลายธุรกิจใช้เพื่อปรับตัวในสภาพแวดล้อมที่ต้นทุนและความเสี่ยงกดดัน
ดังนั้น ถ้าจะให้รีไฟแนนซ์คุ้มจริง ให้ยึด 3 คำถามก่อนตัดสินใจ
ลดต้นทุนรวมได้จริงไหม (รวมค่าปรับ/ค่าธรรมเนียมทั้งหมดแล้ว)
ค่างวดใหม่เข้ากับรอบเงินสดไหม (ไม่ใช่แค่เดือนนี้ แต่รวมฤดูกาลขายตกด้วย)
ทำให้การเงิน สวยขึ้น สำหรับรอบอนุมัติถัดไปไหม (เอกสารชัด กระแสเงินสดนิ่ง หนี้เป็นระบบ)
ถ้าคำตอบคือ ใช่ รีไฟแนนซ์มักกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การกู้sme ไม่ใช่ภาระ แต่เป็นเครื่องมือบริหารสภาพคล่องและการเติบโต
เข้าชม : 34
|