เจ้าของกิจการจำนวนมากไม่ได้ ขาดกำไร แต่สะดุดเพราะ จังหวะเงินเข้าเงินออกไม่ตรงกัน: ของต้องซื้อก่อน ค่าแรงต้องจ่ายตรงวัน ภาษี/ค่าเช่ามาตามรอบ แต่เงินเข้าอาจมาเป็นก้อนปลายสัปดาห์ หรือมาแบบเครดิตเทอม 3060 วัน พอเดือนไหนมีเหตุไม่คาดคิดของเสีย เครื่องเสีย ลูกค้าจ่ายช้ากระแสเงินสดจะตึงทันที แล้วเราก็เริ่มมองหา แหล่งเงินทุน แบบเร่งด่วน ทั้งสินเชื่อธุรกิจด่วน เพื่อพยุงให้ธุรกิจไม่ดับกลางทาง
ปัญหาคือ
หลายคน ตั้งวงเงิน จากความรู้สึก เช่น กลัวไม่พอเลยขอใหญ่ไว้ก่อน หรือเห็นคนอื่นได้ 1 ล้านก็อยากได้บ้าง สุดท้ายวงเงินที่ควรเป็น เครื่องมือช่วยหมุน กลับกลายเป็น หนี้ที่ค้างยาว ดอกเบี้ยไหลทุกวันแบบเงียบ ๆ
บทความนี้ขยายเฉพาะหัวข้อ ตั้งวงเงินหมุนเวียนเริ่มต้น จากบทความหลักของ EasyCashflows โดยจะพาคุณคิดวงเงินแบบเป็นระบบ ใช้ได้จริง และคุมความเสี่ยงได้ตั้งแต่รอบแรก ไม่ว่าจะยื่นสินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็กหรือกำลังเทียบทางเลือกในตลาดก็ตาม
1) หลักคิดก่อนตั้งวงเงิน: วงเงินหมุนเวียน ไม่ใช่เงินลงทุนระยะยาว
วงเงินหมุนเวียน (เช่น OD/วงเงินเบิกเกินบัญชี หรือวงเงินที่เบิกคืนได้ตามรอบ) ถูกออกแบบมาเพื่อค่าใช้จ่ายที่เกิด ถี่ และวนกลับมาเร็ว เช่น วัตถุดิบ ค่าแรง ค่าขนส่ง ค่าโฆษณาระยะสั้น หรือบิลจุกจิกที่ต้องจ่ายก่อนเงินเข้ารอบใหญ่ แนวคิดนี้สอดคล้องกับบทความหลักที่ย้ำว่าให้แยกเป้าหมายเงินให้ชัด และ อย่าปะปน งานหมุนเวียนกับเงินก้อนลงทุน
ทำไมต้องแยก? เพราะถ้าเอาวงเงินหมุนเวียนไปซื้อของชิ้นใหญ่ (เครื่องจักร/รีโนเวทร้าน/รถ) เงินจะไม่กลับมาทันรอบ จนวงเงินที่ควรเป็น สะพานข้ามร่องน้ำ กลายเป็น หนี้ถาวร ที่ต้องหมุนต่อไปเรื่อย ๆ และดอกเบี้ยก็จะบานตามพฤติกรรมการค้างวงเงิน
2) สูตรตั้งวงเงินหมุนเวียนเริ่มต้นแบบเร็ว: 11.5 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน + กันสำรอง 1020%
ถ้าต้องการกรอบเร็วเพื่อเริ่มต้นคุย pre-screen หรือกำหนดเป้าหมายวงเงินเบื้องต้น ให้ใช้ rule-of-thumb ตามบทความหลัก:
วงเงินหมุนเวียนเริ่มต้น ≈ 11.5 เท่า ของค่าใช้จ่ายประจำต่อเดือน
บวกกันสำรอง 1020% เผื่อเหตุไม่คาดคิด
ตัวอย่าง (จำลองให้เห็นภาพ)
สมมติธุรกิจร้านอาหาร/คาเฟ่/ค้าส่งขนาดเล็กกลาง
ค่าใช้จ่ายประจำ + วัตถุดิบขั้นต่ำต่อเดือน = 250,000 บาท
วงเงินเริ่มต้น = 250,000375,000 บาท
กันสำรอง 1020% = 25,00075,000 บาท
กรอบปลอดภัยขึ้น = 275,000450,000 บาท
ข้อดีของสูตรนี้ คือเร็วและไม่หลุดโลก เหมาะกับการตั้งเป้า ไม่มากไปก่อน เพื่อคุมวินัย ข้อจำกัด คือยังไม่แตะ จังหวะคอขวด จริงของกิจการ ซึ่งเป็นตัวการทำให้เงินตึงทั้งที่ยอดขายยังมา
3) วิธีที่ผมว่าแม่นกว่า: จุดคอขวด 7 วัน เพื่อเลือกตัวเลขสุดท้าย
ในบทความหลักมีเทคนิคที่น่าสนใจมาก คือดู ช่วงที่ตึงที่สุด 7 วัน แล้วถามว่า ก่อนเงินเข้ารอบใหญ่ ธุรกิจต้องควักเงินออกเท่าไหร่ จากนั้นหักด้วยเงินสดสำรองที่มี จริง ในมือ
วิธีทำ (ทำได้ภายใน 10 นาที ถ้ามีตัวเลขรายจ่าย)
เลือก 7 วันที่ตึงสุด ของคุณ (เช่น ต้นสัปดาห์/ก่อนวันจ่ายค่าแรง/ก่อนจ่ายค่าวัตถุดิบล็อตใหญ่)
รวมเงินออกที่ต้องจ่ายใน 7 วันนั้น: วัตถุดิบ ค่าแรง บิลย่อย ค่าขนส่ง ฯลฯ
หักด้วยเงินสดสำรองที่มีจริง (ไม่ใช่ เงินที่คิดว่าเดี๋ยวจะมี)
ส่วนต่างที่เหลือ = เงินที่วงเงินหมุนเวียนควรช่วยพยุง
ตัวอย่างในบทความหลัก:
เงินออก 7 วันตึงสุด ≈ 110,000 บาท
เงินสดสำรองจริง ≈ 40,000 บาท
ส่วนต่างที่ต้องพยุง = 70,000 บาท
ประโยชน์ของวิธีนี้ คือช่วยตอบคำถามสำคัญ:
ต่อให้วงเงินใหญ่แค่ไหน ถ้าคืนเงินไม่ตรงจังหวะ วงเงินก็ไม่ช่วยจริง
ดังนั้น ตัวเลขสุดท้าย ควัณฑ์ที่ดีควรตอบ 2 เงื่อนไขพร้อมกัน:
ผ่านสัปดาห์ตึงสุดได้แบบไม่ต้องกังวล
ไม่ใหญ่จนเผลอใช้เกินวินัย
4) ทำไม เริ่มเล็ก มักเวิร์กกว่า: คุมวินัยก่อน แล้วค่อยขยับด้วยหลักฐาน
หลายกิจการเข้าใจว่า สินเชื่อธุรกิจด่วน ต้อง ได้เยอะ ถึงจะอุ่นใจ แต่บทความหลักเสนอแนวคิดที่ผมเห็นด้วย: เคสลักษณะร้านอาหารที่ยอดขึ้นลง มักจบที่เริ่มวงเงิน 300,000350,000 บาท ก่อน แล้วค่อยขยับหลังผ่าน 23 รอบเงินเข้าออก โดยใช้เกณฑ์เดียวคือ คืนได้ตรงวัน / ไม่ต้องหมุนจนค้างหลายวัน / กระแสเงินสดไม่ติดลบต่อเนื่อง
นี่คือเหตุผลเชิงบริหารความเสี่ยง:
วงเงินที่ ใหญ่เกินวินัย มักถูกใช้เติมหลุมอื่น เช่น ซื้อของชิ้นใหญ่เพราะวงเงินเหลือ แล้วเดือนถัดไปตึงทันที
วงเงินที่ พอดี ทำให้คุณเห็นปัญหาเร็ว และปรับระบบเก็บเงิน/จ่ายเงินให้เข้าที่
เมื่อคุณมีประวัติการใช้คืนที่สวย (วงเงินถูกใช้เพื่อหมุนจริงและคืนสม่ำเสมอ) การขอเพิ่มวงเงินในอนาคตจะมี หลักฐาน มากกว่าแค่คำอธิบาย
5) 3 ความผิดพลาดที่ทำให้ดอกเบี้ยบาน (ทั้งที่คิดว่าแค่ ยืมแป๊บเดียว)
บทความหลักยกข้อผิดพลาดที่พบบ่อยไว้ชัดเจน และเป็นกับดักของคนที่มองหาเงินกู้ด่วนเพื่อพยุงกิจการ:
เอาวงเงินหมุนเวียนไปซื้อของชิ้นใหญ่ เพราะ วงเงินเหลือ → รอบถัดไปตึงทันที
คืนแบบปลายเดือนทีเดียว ทั้งที่เงินเข้าทุกวัน → ดอกคิดรายวัน ไหลเงียบ ๆ
มองแต่ดอกเบี้ย แต่ลืมค่าธรรมเนียม/วันตัดรอบ/เงื่อนไข ที่กระทบเงินจริง
ถ้าคุณต้องใช้สินเชื่อsmeหรือสินเชื่อธุรกิจด่วนจริง ๆ ให้ถือว่า วินัยการคืน เป็นส่วนหนึ่งของการคุมต้นทุน ไม่ใช่เรื่องมารยาททางการเงิน
6) วงเงินหมุนเวียนในปี 2569: โอกาสเข้าถึงแหล่งทุนดีขึ้น แต่ การตั้งวงเงินให้พอดี ยังเป็นหัวใจ
ฝั่งนโยบาย ภาครัฐและภาคการเงินมีความพยายามเพิ่มโอกาสให้ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น เช่น โครงการ SMEs Credit Boost ที่กระทรวงการคลังธปท.กลุ่มธนาคารพาณิชย์ร่วมกันผลักดัน เป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับ สินเชื่อใหม่ และระบุว่าจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ 15 มกราคม 2569 โดยคาดว่าช่วยหนุนการปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ราว 100,000 ล้านบาท ในช่วง 12 ปีข้างหน้า
ขณะเดียวกัน บสย.ก็มีมาตรการค้ำประกัน เช่น บสย. Quick Big Win ที่สื่อสารว่าช่วยให้สถาบันการเงินกล้าปล่อยสินเชื่อมากขึ้น และครอบคลุมตั้งแต่ micro SMEs ไปจนถึงกลุ่ม supply chain โดยมีเพดานวงเงินค้ำประกันสำหรับ SMEs ทั่วไปไม่เกิน 40 ล้านบาท
แต่ไม่ว่ามาตรการจะช่วย ปลดล็อก แค่ไหน จุดที่เจ้าของกิจการต้องทำให้ได้เองคือ
ตั้งวงเงินหมุนเวียนเริ่มต้นให้สัมพันธ์กับรายจ่ายจริง และคอขวดจริง เพราะธนาคารหรือผู้ให้กู้จะดูว่า วงเงินที่ขอ สอดคล้องกับธุรกิจและความสามารถในการคืนหรือไม่ และการตั้งวงเงินแบบมีเหตุผล (พร้อมแผนใช้เข้าคืน) จะทำให้การคุยเรื่องสินเชื่อธุรกิจด่วน น่าเชื่อ กว่าการขอตัวเลขใหญ่ ๆ แบบไม่มีหลักฐาน
7) สรุปเป็นเช็กลิสต์ (สั้น ๆ แต่ใช้ได้จริง)
ก่อนยื่น/ก่อนคุยผู้ให้กู้ ลองตอบ 5 ข้อนี้:
รายจ่ายประจำต่อเดือน (ตัวเลขจริง) = ______ บาท
วงเงินตามสูตร 11.5 เท่า = ______ บาท
กันสำรอง 1020% = ______ บาท
เงินออกใน 7 วันตึงสุด = ______ บาท
เงินสดสำรองจริงในมือ = ______ บาท → ส่วนต่างที่ต้องพยุง = ______ บาท
ถ้า ส่วนต่าง 7 วัน ต่ำมาก แต่คุณขอวงเงินสูงมาก
คุณควรมีเหตุผลเพิ่ม (เช่น รอบเครดิตเทอมยาว, สต็อกต้องซื้อเป็นล็อต) ไม่งั้นวงเงินที่ได้มาอาจกลายเป็นภาระมากกว่าตัวช่วย
ถ้าคุณอยากเห็นภาพรวมการเลือกวงเงินสำหรับธุรกิจแบบเป็นขั้นตอน และตัวอย่างคิดตัวเลขให้จบเร็ว ผมแนะนำให้อ่านบทความหลัก สินเชื่อ SME เพื่อธุรกิจ ของ EasyCashflows (อธิบายลำดับคิดและตัวอย่างไว้ละเอียด)
เข้าชม : 11
|